ข้ออ้างที่เรียกว่าปมด้อย

หากจะพูดถึงเรื่องปมด้อยก่อนอื่นเลยเราต้องมารู้จักกับความรู้สึกต่ำต้อยกันเสียก่อน ความรู้สึกต่ำต้อยสาเหตุเกิดจากการที่เราเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ยกตัวอย่างเช่น ทำไมคนนี้หน้าสวยจังส่วนหน้าฉันมีแต่สิว ทำไมคนนั้นทำอะไรก็สำเร็จไปหมดทุกอย่างส่วนฉันทำอะไรก็ไม่สำเร็จสักอย่าง คนโน่นตัวสูงหุ่นดีส่วนตัวฉันนั้นหุ่นไม่ดีแถมยังตัวเตี้ยอีกด้วย ฯลฯ

จากตัวอย่างข้างตนหลายคนก็คงจะพอนึกภาพออกว่าความรู้สึกต่ำต้อยล้วนมีสาเหตุเกิดจากการที่เราเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ซึ่งโดยข้อเท็จจริงแล้วหากวัดกันโดยปราศจากอคติตัวอย่างที่ยกมาทั้งหมดหากมองดูเผินๆ ก็อาจดูเป็นความต่ำต้อย แต่มันก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญอะไรเลย เพราะประเด็นมันอยู่ที่ตัวเราเป็นคนมอบความหมายให้กับสิ่งๆ นั้นอย่างไรต่างหาก หรือจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ เราแค่คิดไปเองว่าตัวเองต่ำต้อย ก็เท่านั้น

มาที่เรื่องสำคัญซึ่งเป็นหัวใจหลักของบทความนี้กันเลย ข้ออ้างที่เรียกว่าปมด้อย  ก่อนจะเข้าสู่แก่นของเนื้อหาเราต้องรู้ก่อนว่าสาเหตุของ ปมด้อย เกิดขึ้นมาจากอะไร อัลเฟรด แอดเลอร์  จิตแพทย์ชาวออสเตรีย กล่าวไว้ว่าปมด้อย คือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเราเริ่มเอาความรู้สึกต่ำต้อยมาเป็นข้ออ้าง ซึ่งจริงๆ แล้วความรู้สึกต่ำต้อยไม่สิ่งที่เลวร้ายแต่มันอาจเป็นจุดเริ่มต้นของความพยายามและการพัฒนาตนเองได้

 หลายครั้งที่เราใช้คำว่าปมด้อยในความหมายเดียวกับความรู้สึกต่ำต้อย เช่น เราเรียนมาน้อยจึงไม่ประสบความสำเร็จ หน้าตาไม่ดีเลยไม่ได้แต่งงาน หรือเอาแต่อ้างว่า เพราะเป็นแบบนี้จึงทำแบบนั้นไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเราต้องระวังความรู้สึกนี้ให้ดีๆ เพราะมันไม่ใช่ความรู้สึกต่ำต้อย แต่เป็นปมด้อยที่เราใช้เป็นข้ออ้างในการไม่อยากเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาตนเอง

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้อาจมีบางคนคิดว่า มันก็ดูสมเหตุสมผลดีไม่ใช่เหรอ เพราะเรียนมาน้อยจึงถูกแย่งงานหรือส่งผลต่อโอกาสในการก้าวหน้าหรือเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง แถมยังถูกคนในสังคมดูแคลน ในเมื่อเป็นแบบนี้จะไม่ประสบผลสำเร็จก็ไม่เห็นจะแปลก และจริงๆ มันก็ไม่ใช่ข้ออ้างแต่เป็นข้อเท็จจริงต่างหาก

ซึ่งความสมเหตุสมผลที่กล่าวมาข้างตนนี้เอง แอดเลอร์เรียกมันว่า ความเป็นเหตุเป็นผลลวง มันคือการที่คุณหยิบเอาเรื่องที่จริงๆ แล้วไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลยมาเชื่อมโยงกันเพื่อให้ตัวเองทำใจยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น ประเด็นมันจึงอยู่ที่ว่าเราจะรับมือกับความจริงเหล่านั้นอย่างไร ถ้าหากเราคิดว่าเรียนมาน้อยจึงไม่ประสบความสำเร็จ เป็นไปได้เลยว่าความคิดที่แท้จริงของเราก็คือ ฉันไม่อยากประสบความสำเร็จ ไม่ใช่ ฉันไม่สามารถประสบความสำเร็จได้

หากจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ เรากำลังกลัวที่จะก้าวไปข้างหน้า และไม่กล้าที่จะใช้ความพยายามอย่างจริงจังต่างหาก พออ่านมาถึงตรงนี้แล้วหลายคนคงจะพอเข้าใจสาเหตุของความรู้สึกต่ำต้อยและข้ออ้างที่เรียกว่าปมด้อยแล้ว

สำหรับวิธีจัดการกับความรู้สึกทั้งสองอย่างนี้ออกไปก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย ซึ่งอาจมีบางคนรู้แล้วก็ได้ ก่อนอื่นคือเราต้องทราบก่อนว่าทำไมคนเราถึงได้มีความรู้สึกต่ำต้อย เราทุกคนล้วนอยากก้าวหน้ามีเป้าหมายหรือมีความฝันบางอย่างที่อยากเดินไปให้ถึง แต่ถ้าหากไม่สามารถไปถึงยังจุดที่หวังได้ก็จะรู้สึกเหมือนตัวเองต่ำต้อย ดังนั้นความรู้สึกต่ำต้อยมันสามารถกระตุ้นให้เรามุมานะไปในทางที่ดีและพัฒนาตัวเองขึ้นมาได้ หรือพูดง่ายๆ ก็คือ การนำความรู้สึกต่ำต้อยมาเป็นแรงผลักดันให้ตัวเองก้าวไปข้างหน้า ถ้าเรารู้จักวิธีกำจัดความรู้สึกต่ำต้อยแล้ววิธีแก้เรื่องของปมด้อยก็ไม่ได้ยากอะไร แค่เรายอมรับความจริงที่เกิดขึ้นและดึงความกล้าของตัวเองออกมาโดยใช้ความพยายามอย่างจริงจัง เพียงเท่านี้เราก็จะก้าวผ่านปมด้อยนั้นไปได้

อีกเรื่องหนึ่งที่เมื่อพูดถึงเรื่องปมด้อยแล้วจะไม่กล่าวถึงเลยก็ไม่ได้ นั่นคือเรื่องของปมด้อยที่พัฒนาไปเป็นปมเด่น ซึ่งสาเหตุเกิดจาก การที่คนๆ หนึ่งทุกข์ทรมานกับความรู้สึกต่ำต้อยและในขณะเดียวกันก็ไม่มีความกล้าพอที่จะรับมือกับมันอย่างสร้างสรรค์ด้วยการพัฒนาตนเอง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็รังเกียจการทำตัวเป็นคนมีปมด้อยหรือการพูดว่า เพราะเป็นแบบนี้เลยทำแบบนั้นไม่ได้ ซึ่งผลที่ตามมาคือการหันไปชดเชยข้อบกพร่องตัวเองด้วยวิธีที่ง่ายกว่า

นั่นคือการทำตัวราวกับว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่นและลุ่มหลงอยู่กับความรู้สึกเหนือกว่าแบบจอมปลอมนั้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเลยก็คือ การวางอำนาจ เช่นบอกว่าตัวเองสนิทสนมกับผู้มีอำนาจ ไล่ตั้งแต่หัวหน้าไปจนถึงคนมีชื่อเสียง หรือการยึดติดกับเครื่องประดับ เสื้อผ้าหรือของแบรนด์เนม การโอ้อวดผลงานหรือเอาแต่พร่ำเพ้อถึงความรุ่งโรจน์เก่าๆ ไม่เลิก ทั้งหมดนี้คือพวกมีปมเด่น และยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่เรามักจะนำมาโอ้อวดกันทั้งที่มันเป็นเรื่องที่ไม่น่าโอ้อวดเลยนั่นคือ ความทุกข์

คนประเภทนี้มักจะพร่ำเพ้อถึงความทุกข์ที่พบเจอมาในอดีตราวกับเป็นสิ่งที่น่าภูมิใจ แล้วพอมีใครเข้าไปปลอมใจหรือพยายามกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เขาก็จะปฏิเสธการช่วยเหลือที่คนอื่นหยิบยื่นให้ โดยบอกว่า คุณไม่เข้าใจความรู้สึกของฉันหรอก คนประเภทนี้จะใช้ความทุกข์มาทำให้ตัวเองเป็นคนพิเศษ และอยู่เหนือคนอื่น หรือจะพูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ การเอาความทุกข์ของตัวเองมาใช้เป็นอาวุธเพื่อควบคุมคนอื่น

ถึงแม้คำพูดที่ว่า คุณไม่เข้าใจความรู้สึกของฉันหรอก ที่คนเป็นทุกข์ชอบพูดกันนั้นมีส่วนจริงอยู่บ้าง เพราะไม่มีใครในโลกนี้สามารถเข้าใจความรู้สึกของคนที่กำลังเป็นทุกข์อย่างถ่องแท้ แต่ตราบใดที่ยังเอาความทุกข์มาเป็นอาวุธเพื่อทำให้ตนเองเป็นคนพิเศษ คนๆ นั้นก็จำเป็นต้องพึ่งพาความทุกข์ไปตลอดกาล

ขอบคุณเนื้อหาและเรื่องราวดีๆ ที่ได้จากหนังสือ กล้าที่จะถูกเกลียด ที่ทำให้ วันนี้weewy ได้รับความรู้และประสบการณ์ในการพัฒนาตนเองเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังได้รู้วิธีที่จะจัดการกับความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับตัวเองได้อย่างไร บางครั้งความรู้สึกที่เกิดขึ้นมาในช่วงขณะหนึ่งอาจทำให้เราเกิดการตัดสินใจผิดพลาดและบางทีความผิดพลาดนั้นก็อาจทำให้เรารู้สึกเสียใจไปตลอดชีวิต ดังนั้นจงมีสติอยู่กับทุกวินาทีที่เราใช้ชีวิต

ข้ออ้างที่เรียกว่าปมด้อย

Weewy Omyim Smile

Weerawan_KK

 

 

 

 

Comments

ร่วมแชร์ความคิดเห็นได้ที่นี่