ไม่มีคำว่าเสียใจต่อการจากไปของใครอีกคน

น้ำตาหยดสุดท้ายถูกปาดออกไปจากแก้มใสๆ ที่ไร้การแต่งเติม ควันไฟบางๆ ลอยคละคลุ้งอยู่บนท้องฟ้าเหนือยอดเมรุ ซึ่งภายในบรรจุศพชายอันเป็นที่รัก  เปลวไฟสีส้มอมแดงลุกไหวโหมหนักขึ้นเรื่อยๆ ความรู้สึกเจ็บปวดวิ่งไปทั่วร่างกายของหญิงสาว เธอขยับมือบางกระชับกรอบรูปไว้อย่างแน่นหนาราวกับว่าจะไม่ให้คนในรูปนั้นหายจากเธอไปไหน

ดวงตาสีหม่นยังคงจับจ้องเปลวเพลิงอย่างไม่กระพริบ เธอไม่อยากระสายตาจากกองเพลิงนั้นเลย ด้วยความที่เธออยากอยู่เป็นเพื่อนเขาและมองจนถึงนาทีสุดท้ายที่เปลวไฟนั้นมอดดับลง ไม่มีอีกแล้วชายที่รักและแสนดี ต่อไปนี้คงไม่มีใครคอยเตือนเธอในทุกเช้า คนที่คอยเล่นกับลูกๆ หลังเสร็จจากการทำงาน จบสิ้นทุกอย่างสำหรับแผนการที่เธอและเขาได้วางไว้ด้วยกัน ไม่มีอนาคตเหลือเพียงแค่ความทรงจำที่เคยทำร่วมกันเท่านั้นเอง

” ไม่มีอีกแล้วน้ำตาแห่งความเสียใจ หนูเล็กจะไม่เสียใจอีกนับจากวันนี้เป็นต้นไป หนูเล็กให้สัญญา” เสียงพูดนั้นเบาหวิวจนคล้ายกับเป็นเสียงกระซิบเสียมากกว่า คงยากที่ใครจะได้ยินคำพูดประโยคนั้น แต่ถึงจะไม่มีใครได้ยินก็จะเป็นไรเล่าเพราะคนที่เธออยากให้ได้ยินมากที่สุดไม่ได้อยู่ตรงนี้อีกแล้ว ถึงแม้จะตะโกนดังสุดเสียงแค่ไหนเขาคนนั้นก็คงไม่มีทางได้ยินอยู่ดี

การสูญเสียชายผู้เป็นที่รักผู้ทำหน้าที่หลักเป็นพ่อของลูกๆ ไปนั้นใครไม่ประสบกับตัวเองคงยากที่จะเข้าใจ  สำหรับหนูเล็กแล้วชาติคือผู้ชายที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต เป็นพ่อ เพื่อน พี่ สามีที่ดีและพ่อของลูกๆ ทั้งเขาและเธอแต่งงานกันตั้งแต่ทั้งสองเรียนจบมหาลัย ด้วยความที่ฝ่ายหญิงเป็นเด็กกรำพร้าสูญเสียพ่อแม่ไปตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เธอจึงถูกเลี้ยงดูจากยาย ซึ่งเป็นญาติเพียงคนเดียวที่เธอเหลืออยู่ ส่วนชายหนุ่มนั้นเป็นเด็กต่างจังหวัดเติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูจากป้า ซึ่งเป็นพี่สาวของแม่ พ่อและแม่ของชาตินั้นประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตตั้งแต่ชายหนุ่มเข้าเรียนมัธยมต้น เขาและเธอจึงขาดทั้งพ่อและแม่เหมือนๆ กัน

ด้วยความเหมือนตรงจุดนี้เองที่สร้างสัมพันธ์ที่ดีให้เขาและเธอได้เข้าใจกันยิ่งขึ้น และเสริมความรักให้คนทั้งคู่ตั้งแต่เรียนมหาลัย หลังเรียนจบทั้งคู่จึงตัดสินใจแต่งงานและใช้ชีวิตร่วมกัน ตลอดเวลาที่แต่งงานกันมาสิบปี ชายหนุ่มไม่เคยเลยที่จะทำให้เธอเจ็บช้ำน้ำใจ เขายังคงเสมอต้นเสมอปลายเสมอ ตอนแรกรักเป็นอย่างไรเขาก็ยังคงเป็นอย่างนั้นจนถึงนาทีสุดท้ายของชีวิต แต่งงานกันได้ห้าปีเขาและเธอก็ได้ตั้งหลักและมีธุรกิจร้านอาหารเป็นของตัวเอง โดยอาศัยความชอบของเธอและเขาเป็นหลัก ซึ่งผลตอบรับนั้นถือว่าประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก

เมื่อธุรกิจร้านอาหารอยู่ตัวเขาก็ตัดสินใจลาออกจากงานมาช่วยเธอบริหารกิจการภายในร้าน ซึ่งแน่นอนว่านั้นยิ่งทำให้เธอและสามีรู้สึกมีความสุขมากยิ่งขึ้นจากการทำสิ่งที่ตัวเองรักทั้งคู่ เมื่อทุกอย่างลงตัวสามีจึงขอให้เธอมีลูกเพื่อครอบครัวจะได้เป็นครอบครัวที่สมบูรณ์ซึ่งเธอเองก็เห็นด้วย ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจมีลูก วันแรกที่ลูกลืมตาดูโลกเธอและเขารู้สึกถึงชีวิตที่เปลี่ยนไปทันที นับจากนี้เขาและเธอไม่ได้มีกันแค่สองคนอีกต่อไปแล้ว ลูกคือสายใยแห่งความรักและยังส่งมอบหน้าที่หลักที่เขาและเธอแสวงหาตั้งแต่ยังเด็กให้กลับคืนมา นั่นก็คือหน้าที่พ่อและแม่ ลูกได้เข้ามาเติมเต็มความรู้สึกนี้ของเขาและเธอ

” อย่าเสียใจไปเลยนะหนูเล็ก ชาติเขาไปสบายแล้ว” ญาติที่ฉันเคารพเอ่ยขึ้นหลังจากแขกที่มาร่วมงานเริ่มทยอยกันกลับ คำพูดนี้ทำให้ฉันรู้สึกตัวขึ้นมาจากภวังค์ของความเศร้า และเตือนให้ฉันได้รู้ว่าหากยังเศร้าอยู่อย่างนี้เขาผู้ลาลับไปแล้วก็คงไม่มีทางฟื้นคืนกลับมาได้  “ หนูยังมีลูกที่ต้องดูแลอีกสองคน และเด็กทั้งสองก็ต้องการกำลังใจและการปลอบใจจากหนูเช่นกัน เข้มแข็งไว้นะ พวกเราทุกคนยังอยู่และเป็นกำลังใจให้หนูเล็กเสมอ” ป้าผู้เป็นที่เคารพของฉันและชาติพูดขึ้น

คำพูดประโยคหลังนั้นยิ่งเป็นการเตือนสติให้ฉันรู้ตัวว่า ไม่ได้อยู่ลำพังบนโลกนี้คนเดียว ยังมีอีกสองชีวิตที่ต้องดูแล การที่อนาคตของฉันจบลงไปพร้อมๆ กับคนที่อยู่บนเปลวเพลิงนั้น ไม่ได้หมายความว่าอนาคตของลูกน้อยสองคนที่เกิดขึ้นมาจากความรักของฉันและเขาต้องจบลงไปด้วย ฉันเหลียวกลับไปมองเด็กน้อยที่ยืนอยู่ด้านหลังพร้อมกับญาติคนอื่นๆ เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้น ไม่รู้แม้กระทั้งว่าทำไมพ่อของเธอต้องเข้าไปอยู่ในนั้น เด็กน้อยรู้แค่เพียงว่าตอนนี้พ่อของเธอกำลังมองเธอจากบนท้องฟ้า ซึ่งไม่ว่าเธอจะอยู่ที่ไหนของโลกใบนี้พ่อก็จะมองเห็นเธอในทุกๆ วัน “ คนที่อยู่ก็ต้องสู้ต่อไป” คำพูดส่งท้ายก่อนค่ำคืนอันโหดร้ายจะผ่านพ้นไป

แสงของดวงอาทิตย์เมื่อมันลับขอบฟ้าไป แสงของวันใหม่ก็จะส่องสว่างขึ้นเสมอ ไม่ว่าวันนี้จะเจอเรื่องราวแย่ๆ แค่ไหนหรือต้องเจอเรื่องหนักหนาสาหัสเพียงใด เมื่อผ่านพ้นวันนี้ไปมันก็เป็นแค่ความทรงจำ ซึ่งเราจะเก็บมันไว้หรือจะโยนมันทิ้งไปก็ได้ ขึ้นอยู่กับตัวเราเป็นคนเลือก สำหรับหนูเล็กแล้วเธอเลือกเก็บความทรงจำดีๆ เหล่านั้นไว้เป็นเครื่องเตือนใจว่าอย่างน้อยชีวิตนี้เธอก็เคยได้ใช้มันร่วมกับชายอันเป็นที่รัก การตายคือสิ่งสุดท้ายของคนทุกคนบนโลกใบนี้ ซึ่งไม่มีใครหนีพ้นหรือห้ามได้

ทุกๆ เช้าที่ตื่นนอนเธอจึงกล่าวขอบคุณเสมอที่ในวันนี้ตื่นขึ้นมาแล้วยังหายใจ หากวันใดวันหนึ่งเธอไม่สามารถตื่นขึ้นมาหายใจได้ ไม่สามารถทำอาหารให้ลูกๆ ทานได้ นั่นแสดงว่าเวลาของเธอได้หมดลงไปแล้ว แต่เธอจะไม่รู้สึกเสียใจเลยเพราะในทุกๆ วันที่เธอลืมตาขึ้นมา เธอจะทำให้วันนั้นๆ เป็นวันที่ดีที่สุดสำหรับเธอและลูกๆ เธอคิดเสมอว่า วันนี้อาจเป็นวันสุดท้ายที่จะได้ใช้ชีวิตร่วมกับพวกเขา เธอวางแผนอนาคตไว้ให้เด็กๆ ทั้งสองล่วงหน้า ดังนั้นในวันที่เธอจากโลกนี้ไปลูกๆ ของเธอก็จะยังใช้ชีวิตได้อย่างสบายไม่เดือดร้อนในเรื่องเงินทอง การศึกษาและการดูแลจากญาติๆ ผู้เป็นที่รักของเธอและสามี

เคยมีคนถามเธอว่าผ่านจุดนั้นมาได้อย่างไรกับความรู้สึกสูญเสียคนที่เรารัก เธอยิ้มและตอบกลับอย่างมั่นใจว่า ถ้าคุณมีก้อนหินอยู่ในมือก้อนหนึ่งซึ่งมันหนักมากคุณจะทำอย่างไรกับก้อนหินก้อนนั้น คำตอบที่ได้จากคนถูกถามคือ ก็วางก้อนหินที่ถืออยู่ลง นั่นแหละค่ะคือคำตอบจากฉัน ก้อนหินที่ว่าหนักคงไม่มีใครอยากยกหรือกำไว้ในมือให้มันเจ็บหรอก

ความทุกข์ก็เปรียบเหมือนเรากำลังยกหินหนัก ถ้ารู้ว่าหนักก็แค่ปล่อยมันวางลงไป พอวางความทุกข์ลงได้ใจเราก็จะว่างเปล่า สามารถรับสิ่งใหม่ๆ เข้ามาทำให้ใจเราได้สดชื่น จริงๆ แล้วความสุขไม่ได้หายไปไหนไกลเพียงแค่ใจเรามีที่ว่างเปิดรับมัน ทุกๆ อย่างล้วนทำให้เราสุขได้โดยที่เราไม่ต้องพึ่งพาความสุขจากสิ่งของหรือบุคคลใดคนหนึ่ง

ใช่ค่ะ ความสุขไม่ได้ห่างหายเราไปไหนเพียงแค่ใจเรามีที่ว่างเปิดรับทุกอย่างก็เป็นความสุขแล้วสำหรับเราทุกคน

Weewy Omyim Smile

Weerawan_KK

Comments

ร่วมแชร์ความคิดเห็นได้ที่นี่